Character Profile : นาตาลี “สาวน้อยผิวขาว สู่สาวผู้แข็งแกร่งแห่งทุ่งหิมะเคโทวิค” by Lance Divider

(ตอนถ่ายภาพเป็นช่วงพักกลางวันของนาตาลีเค้าน่ะ…)

นาตาลี ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดที่ใด แต่คาดว่าเกิดที่เวสปาโนลา ซึ่งตัวเธอนั้นเกิดขึ้นมาในตระกูลของทหารตระกูลหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็เป็นลูกสาวคนสุดท้อง ในพี่น้องที่มีกันเพียงสองคน และพี่สาวของเธอคือ ดาเรียนั่นเอง

เรื่องราววัยเด็กของเธอไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าใดนัก เพราะ ดาเรีย มักจะได้คำชื่นชมจากบิดาของเธอเสมอในการฝึกซ้อม ประดาบ ทำให้นาตาลีรู้สึกด้อยกว่าพี่สาวของเธอเสมอมา

เมื่อนาตาลีเติบใหญ่เข้าสู่วัยรุ่น แม้ดาเรียจะคอยเป็นห่วงเป็นใยน้องสาวของเธอ แต่นาตาลีกลับไม่ได้รู้สึกดีไปด้วย คิดแต่เพียงว่าดาเรีย แค่สงสาร ที่นาตาลีไม่มีฝีมือเชิงดาบเฉกเช่นพี่สาวของเธอ แม้ดาเรียจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่นาตาลีที่รู้สึกว่าพี่สาวมาประคบประหงมมากไป จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านออกมาจนได้ในที่สุด และเดินทางมาสู่ทวีปใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเธอเอง ไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไป

 (เดี๋ยวๆ นั่นไม่ใช่รีบอร์โดซ์ละเจ๊ หลงทางไปไกลเลย…)

เธอเดินทางมาถึงรีบอร์โดซ์ ซึ่งก็เป็นช่วงที่กำลังก่อตั้งกองทหารช่วยเหลือ เรสคิวไนท์ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนแกรนมา ราชินีนักสำรวจ ที่กำลังออกสำรวจพื้นที่ใหม่เขตอัสทิวร์ เธอจึงไม่รอช้า ขอสมัครเข้าร่วมเป็นเรสคิวไนท์ทันที เพื่อที่หวังว่าพิสูจน์ตนเองว่าตัวเองสามารถทำได้ และดีกว่าพี่สาวของเธอด้วย

นาตาลีได้รับการฝึกทหารและฝ่าฟันมันจนสำเร็จลุล่วงด้วยตัวเธอเอง นี่จึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้เธอมีความมั่นใจในตัวเองว่าตัวเองก็มีฝีมือ และเธอยังค้นพบความถนัดในสไตล์การต่อสู้ของตัวเองด้วย ซึ่งเธอนั้นไม่ได้มีฝีมือการใช้ดาบแบบดาเรีย พี่สาวของเธอจริงๆ แต่เธอนั้นมีฝีมือในการใช้ปืนไรเฟิลเสียมากกว่า

 

เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกทหารล่วงเลยมาหลายเดือน เธอไม่ได้ถูกส่งไปประจำการที่อัสทิวร์ แต่เธอถูกส่งให้ไปช่วยเหลือ ฮวน ผู้บัญชาการของเรสคิวไนท์ที่4 ที่ทุ่งราบน้ำแข็ง ซึ่งเธอก็ไม่ได้อิดออดแต่อย่างใด

เมื่อผ่านไปเป็นเวลาเดือนหนึ่ง นาตาลีที่มีฝีมือและความมั่นใจก็ได้รับความเชื่อถือจากฮวนเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะมีปัญหามอนสเตอร์ออกอาละวาดหรือมีคนต้องการความช่วยเหลือ นาตาลีก็สามารถช่วยเหลือได้มาโดยตลอด แต่ปัญหาเพียงอย่างเดียวของเธอคือเธอไม่ค่อยไว้ใจคนอื่นมากนัก

ตระกูลนักสำรวจที่เดินทางออกมาจากอัสทิวร์ หลังได้โรมิน่าเข้าร่วมตระกูลแล้ว ได้ตัดสินใจที่จะมาสำรวจที่ดินแดนสีขาว เมื่อมาถึงก็ได้รับทราบปัญหาจาก ฮวน ผู้บัญชาการที่4 ของเรสคิวไนท์ ตระกูลนักสำรวจจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือฮวนและคอยแก้ไขปัญหาของดินแดนสีขาวเท่าที่จะสามารถช่วยได้ และฮวนได้แนะนำให้ไปคุยกับนาตาลี ทหารชั้นประทวนที่ไว้ใจได้ ที่กำลังประจำการอยู่ที่แห่งนี้

เมื่อตระกุลนักสำรวจไปคุย นาตาลีก็ไม่ค่อยที่จะยอมคุยกับเราดีๆเท่าไรนัก และคิดว่าคงมาถ่วงแข้งถ่วงขาเธอเสียมากกว่า นาตาลีจึงคิดที่จะไม่ขอความช่วยเหลือจากตระกุลนักสำรวจที่เธอไม่ได้ต้องการพึ่งพาแม้แต่น้อย ตระกูลนักสำรวจจึงกลับไปคุยกับฮวน และฮวนก็ได้บอกว่าตอนนี้มีเรสคิวไนท์ที่ไปสำรวจแถวถ้ำแท่งน้ำแข็ง แล้วยังไม่ได้รับการติดต่อ จึงได้ขอให้เราไปกับนาตาลีเพื่อไปตรวจสอบ

ตระกูลนักสำรวจจึงได้กลับมาหานาตาลีอีกครั้ง เมื่อได้รับรายงานจากฮวน ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยยินยอมที่จะเดินทางไปกับเรา แต่ว่าด้วยคำขอของฮวน นาตาลีจึงยอมที่จะร่วมทางไปกับเราด้วย เพราะเธอก็ไม่อาจรอช้าได้ การติดต่อที่ขาดหายไปนั้นมันเป็นเวลานานมากแล้ว เรสคิวไนท์ที่หายตัวไปอาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่รีบออกไปช่วยเหลือในตอนนี้ทันที

ตระกูลนักสำรวจและนาตาลีได้เดินทางมาถึงตรงจุดที่ขาดการติดต่อไป นาตาลีเดินลึกเข้าไปสำรวจตรงถ้ำขนาดใหญ่โต และได้พบกับทหารเรสคิวไนท์บาดเจ็บจำนวนมากจึงไม่รอช้าที่จะเข้าช่วยเหลือ แต่ทว่าเสียงในถ้ำที่ดังกึกก้องทำให้ปรากฏตัวไดโนเสาร์ยักษ์คอยาวขนาดมหึมา จำนวน2ตัว เสียงในถ้ำดังสนั่นพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้น ทำให้ตระกุลนักสำรวจรีบตามมาสมทบ นาตาลีบอกว่าเธอนั้นจะล่อเจ้าตัวโตนี่เอาไว้ให้ตัวหนึ่ง อีกตัวให้เราช่วยล่อมันออกไป เพื่อช่วยเหลือคนเจ็บก่อน ซึ่งทั้งการต่อสู้ที่ต้องคอยล่อไดโนเสาร์ตัวโตให้ถอยห่างออกมาจากทหารที่บาดเจ็บ และคอยให้ทีมสนับสนุนคอยช่วยเหลือรักษาคนเจ็บด้วย มันช่างหนักหนาเหลือกำลัง แต่ก็อดทนต่อสู้มาได้นานพอสมควร จนสามารถขับไล่เจ้าไดโนเสาร์คอยาวสีขาวตัวโตกลับไปข้างในถ้ำจนได้ เมื่อเราเห็นมันเดินจากไป จึงรีบพยายามพาคนเจ็บกลับมายังค่ายได้สำเร็จ

เมื่อเรากลับมายังค่าย และพาคนเจ็บไปให้แพทย์สนามรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นาตาลีจึงบอกว่า เจ้าตัวโตนั่นมันยังไม่ตาย เราจะปล่อยมันเอาไว้แบบนี้ก็คงจะมีคนบาดเจ็บแบบนี้อีก คงต้องรีบจัดการโดยเร็ว แต่ไม่ทันไรก็ได้มีข่าวรายงานถึงไดโนเสาร์ยักษ์คอยาวแห่งทุ่งหิมะได้ปรากฏตัวอาละวาด ทหารที่ประจำการอยู่ก็กำลังคอยต่อสู้อยู่ แต่ก็มีกำลังทหารที่ช่วยต่อสู้ไม่พอ นาตาลีคิดว่านี่มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินจึงได้ขอวานให้ไปช่วยทหารเรสคิวไนท์ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย  ซึ่งเธอจะตามไปในทีหลัง เพราะเธอต้องการเช็ดดูคนเจ็บและรักษาพวกเขาก่อน ตระกุลนักสำรวจได้รับปากและรุดหน้าไปช่วยเหลือทันที

 (หลงทางอีกแล้วสินะ…มันจะใช่ตัวเดิมได้ไงเล่า อยู่คนละแมปแล้ว!!)

 เมื่อไปถึงที่นั่นก็พบว่ามันไม่ใช่ไดโนเสาร์ตัวเดิม แต่มันมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าเก่ามาก ทำให้การต่อสู้ยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก ตระกูลนักสำรวจจึงพยายามที่จะเป็นตัวล่อให้ไดโนเสาร์ตัวนั้นมุ่งเป้ามาที่เขา และให้เหล่าทหารคอยยิงสนับสนุนจากด้านหลัง แต่วิธีนี้ก็ยังไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รับการช่วยเหลือจากนาตาลีที่ตามมาสมทบพร้อมด้วยเรสคิวไนท์อีกจำนวนหนึ่งที่ยังสู้ไหว มาคอยช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการต่อสู้ และช่วยตระกูลนักสำรวจสู้อีกแรง จนสามารถรวมกำลังกันเอาชนะมันลงจนได้ในที่สุด

เมื่อกลับมาที่ค่าย นาตาลีที่อ่อนเพลียที่ต้องเสียแรงกายไปในการต่อสู้และเหตุการณ์ครั้งนี้ จนมีอาการไม่สู้ดีเท่าไรนัก และรู้สึกจิตใจหดหู่ลง แต่หลังจากนั้นทางตระกูลนักสำรวจ ได้ยินเธอพูดถึงอาหารของแอปซิเนีย เราจึงตัดสินใจที่จะไปปรึกษา เอ็ม โบม่า และเมื่อเขาได้เช่นนั้นจึงขอตามเรามาหานาตาลีด้วย และก็ได้พูดคุยกันถึงเรื่องอาหารของชาวแอปซิเนีย เอ็ม โบม่าจึงได้เดินทางไปหาแพนฟิโล และให้ช่วยทำอาหารให้ เมื่อสำเร็จ..

 (เฮียแกจะโอเวอร์แอคติ้งเกินไปไหมเธอว์ เง้อวววววว)

ก็ได้นำมาให้นาตาลี เมื่อเธอได้ทานก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที เธอจึงขอบคุณและได้บอกให้เราไปพบฮวน เพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ ฮวนได้รับรายงานว่า ยังมีไดโนเสาร์ออกอะละวาดอีก และคราวนี้มันมีจำนวน3ตัว แต่ตระกูลนักสำรวจและนาตาลีได้เคยเอาชนะมันมาได้แล้ว จึงรู้จัดอ่อนและสามารถขับไล่มันกลับไปในที่ๆมันควรอยู่ได้ ไม่ให้มันออกมาเพ่นพ่านทำร้ายผู้คนได้อีก

นาตาลีมั่นใจว่าคราวนี้คงไม่มีเหตุการณ์ที่ไดโนเสาร์พวกนี้จะมาทำร้ายผู้คนได้อีกต่อไป และได้เดินทางไปรายงานฮวน แต่ระหว่างที่คุยกันนั้น ก็มีเหตุการณ์ที่มอนสเตอร์ออกอาละวาดเข้าโจมตีค่าย ทำให้เธอต้องรีบออกไปป้องกันคนในค่าย ซึ่งตระกูลนักสำรวจก็อาสาที่จะช่วยด้วยแม้ว่านาตาลีจะไม่เอ่ยปาก

เมื่อสามารถช่วยเหลือปกป้องคนในค่ายได้สำเร็จ ตระกุลนักสำรวจมีส่วนช่วยมากมายในการจัดการมอนสเตอร์และคอยช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ นาตาลีเห็นดังนั้นและได้ยอมรับว่าตัวเธอคนเดียวคงไม่อาจที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้ลงได้ด้วยตัวเธอเพียงคนเดียวหรอก นาตาลีจึงยอมรับในตัวตระกุลนักสำรวจ และอยากตอบแทนบุญคุณนี้จึงเข้าร่วมกับตระกุลนักสำรวจ

จนมาวันหนึ่ง ตระกุลนักสำรวจได้เดินทางมาถึงไวรอน และได้พบกับเรสคิวไนท์ชุดสีแดงคนหนึ่งยืนอยู่แถวหอนาฬิกา และเมื่อพูดคุยจึงรู้ว่าเธอชื่อ ดาเรีย และเธอยังพูดว่า…

พอตระกูลนักสำรวจได้ทราบดังนั้นก็ตกใจ จึงได้กลับไปที่บาแรค และถามนาตาลีถึงผู้หญิงที่ชื่อดาเรีย เธอพอได้ยินดังนั้นจึงมีสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก แต่ตระกูลนักสำรวจก็พยายามพาเธอไปพบกับพี่สาวของเธอ เมื่อทั้งสองคนมาพบกัน แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้เจอกันนานราวๆปีกว่า แต่นาตาลีก็ไม่ค่อยพอใจที่พี่สาวเป็นห่วงจนเกินไป เธอมักจะบอกว่าตัวเธอสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาดูแลแทน และเธอก็เดินหนีจากไปไม่ยอมหันกลับมา ทำให้ดาเรียรู้สึกเป็นห่วงและตามไปปรับความเข้าใจกับนาตาลี ถึงจะใช้เวลานาน แต่เธอก็พยายามจนนาตาลรียอมเปิดใจคุยด้วยแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม และหลังจากนั้นดาเรียก็ขอทดสอบเล็กน้อยกับตระกูลนักสำรวจ และเข้าร่วมตระกูลนักสำรวจด้วยอีกคน เพราะเธอก็ยังคงเป็นห่วงนาตาลีน้องสาวของเธออยู่ดี

แม้ว่ายามที่พวกเธอสองพี่น้องจะไม่ได้มีหน้าที่ไปออกสำรวจตอนที่ตระกุลนักสำรวจต้องการเรียกตัว สองพี่น้องก็ยังคงมีทะเลาะกันบ้างยามที่เธออยู่ในบาแรคตามประสาพี่น้องนั้นเอง

 (แล้วทำไมต้องไปตีกันหน้ารูปปั้นเฟอร์รุซซิโอ้ ไม่มีที่อื่นจะตีกันรึไงแม่คุณ)

แต่ถึงแบบนั้น ในใจลึกๆนาตาลีก็แอบดีใจอยู่ที่เธอยังได้พบพี่สาวเธอที่ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าๆแล้วนั่นเอง

(เบื้องหลังการถ่ายทำ ทะเลาะกันนอกบาแรคเสมอ แต่ในบาแรคเล่นหมากรุกกันเฉยเลย)

 แต่ก้มีเรื่องราวตลกๆอยู่โดยที่นาตาลีเคยคิดที่จะสืบหาความจริงบางอย่างโดยที่มีดาเรียคอยตามติดนาตาลีมาด้วยความเป็นห่วง แต่เธอก็แสดงนิสัยที่ดูเด็กๆออกมา และมีความเอาแต่ใจและใจร้อน โดยที่ตระกูลนักสำรวจไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เธอก็ดูสดใสขึ้นกว่าตอนที่อยู่ดินแดนสีขาวที่หนาวเหน็บนั่นมากกว่านัก แม้ว่าการสืบสวนที่ไม่ทราบที่มาที่ไปนี้นั้น ไม่ได้บทสรุปอะไรที่เป็นรูปร่างอะไร แต่ก็ทำให้สองพี่น้องนี้รู้สึกสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ในใจลึกๆของนาตาลีก้ยังมีความรู้สึกที่ตัวเองด้อยกว่าพี่สาวหลงเหลืออยู่ในใจลึกๆเรื่อยมา โดยเป็นแรงผลักดันเรื่อยมา

กาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปประมาณ 5ปีเศษ…

 

“ยินดีด้วยกับการเลื่อนขั้นด้วยนะผู้พัน”

 

สิ้นเสียงชายคนหนึ่งกล่าวออกมาอย่างสรรเสริญ แสดงความยินดีเหลือล้นอย่างจริงใจ แต่ก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับใดๆจากผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า และเขาก็ยังพูดเกลี้ยกล่อมให้ทำงานอยู่ในเมืองอันแสนอบอุ่นนี่ ดีกว่าไปอยู่ในเขตหิมะสีขาวห่างไกลเมืองหลวงเช่นนั้น ซึ่งเธอคนนั้นก็ตอบปฏิเสธอย่างแผ่วเบาว่า…

 

“ถ้าฉันทิ้งที่นั่นไปแล้วใครกันเล่าจะคอยเฝ้าดูแล ทั้งทหารใต้บัญชาและการคร่ามอนสเตอร์ที่น่าเกรงขาม”

 

เธอได้กล่าวออกมา ทำเอาทหารเลขาถึงกับสะอึก แต่ทว่าก็มีรายงานด่วนเข้ามา ว่ามีมอนสเตอร์ออกบุกโจมตีค่ายทหารเรสคิวไนท์ที่ทุ่งราบน้ำแข็ง แล้วทหารที่บาดเจ็บก็ไม่อาจป้องกันค่ายด้วยตัวเองไหว จึงได้เรียกร้องขอกำลังเสริมให้ไปช่วยเหลือทันที เมื่อได้ฟังรายงานจบ เธอคนนี้ก็รีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปด้วยตัวเองโดยไม่มีการเรียกขอกำลังทหารแต่อย่างใด

ในขณะเดียวกันท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มอนสเตอร์ที่จำนานมากมายกำลังไล่ทำร้ายผู้คนในค่ายทหาร และนายทหารที่ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งก็กำลังจะหมดสติลง และถูกมอนสเตอร์ทำร้ายเพื่อหมายปลิดชีวิต แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเธอคนนั้นไปถึง ก็ไล่จัดการมอนสเตอร์ทุกตัวลงด้วยตัวเองในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ในท่ามกลางความตกใจของเหล่าทหารที่เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง เมื่อทุกคนเห็นผู้ที่จัดการมอนสเตอร์ที่น่ากลัวทั้งหมดลงได้ด้วยตัวเองเพียงผู้เดียว ทหารนายนั้นพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่ง แต่ก็ได้เธอคนนั้นยื่นมือให้ และเธอก็กล่าวแนะนำตัวเองว่า…

“ขอโทษที่กะทันหัน แต่ชั้นคือ พันตรี นาตาลี ที่จะมาเป็นผู้บัญชาการหน่วยที่4 คนใหม่ของที่นี่”

นายทหารคนนั้นเห็นเข้าก็ตกตะลึงว่า ทำไมเธอคนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอ เธอผ่านเรื่องราวต่างๆมา ทุกๆที่ที่เธอย่างกรายเข้าไป จะมีแต่เสียงปืนและเสียงโหยหวน กรีดร้องจนสุดเสียงเปรียบดั่งเมือน “วิญญาณหญิงสาวที่กรีดร้อง” หรือที่คนเรียกขานกันว่า “Banshee Natalie” นั่นเอง

ซึ่งนาตาลีก็ได้ให้เหตุผลว่า เธอนั้นได้เคยทำงานเป็นเรสคิวไนท์ที่นี่ และได้ฝึกฝนต่างๆนาๆก่อนที่จะต้องจากที่นี่ไปทำงานในที่ใหม่ แต่เธอก็ยังไม่ลืมสิ่งที่เธอได้รับมาจากที่นี่ เมื่อหน้าที่ต่างๆที่ควรทำหมดสิ้นลง นาตาลีจึงได้ขอย้ายกลับมาอยู่ที่ทุ่งราบน้ำแข็ง ที่ๆเธอเคยอยู่ในสมัยยังอ่อนด้อยประสบการณ์

ซึ่งในใจแต่นาตาลีด้วยการที่ยังมีส่วนหนึ่งในจิตใจ คิดว่าตัวเองยังด้อยกว่าพี่สาว เธอกลับใช้สิ่งนั้นผลักดันให้ตัวเองฝึกฝนฝีมือและฝึกฝนเข้าไปให้มากขึ้นไปอีก จากเป้าหมายตอนแรกเพียงเพื่อเอาชนะพี่สาวให้ได้ ตอนนี้เธอกลับมีเป้าหมายใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งเดิม และความริษยา มีแต่เพียงต้องปกป้องผู้คนที่ไร้กำลังที่เหมือนตัวเธอในอดีตเท่านั้น และต้องคอยผลักดันให้ทั้งผู้คนและทหารหน้าใหม่ พบเจอสิ่งใหม่ๆและหนทางที่ตนควรเดินต่อไป อย่าไปยึดติดอดีตและจมปลักกับความริษยา เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายในเวลาแค่ไม่กี่ปีมานี่ จนมาได้ถึงขนาดนี้

หลังจากเธอนึกถึงเรื่องเก่าๆเสร็จ เธอก็ยังคงสีหน้าเฉยชาเหมือนที่เคยเป็น และยื่นมือออกไปหาทหารแล้วพยุงตัวพากลับค่าย โดนที่เธอไม่ได้ยึดติดเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์แต่อย่างใด

ถึงแม้อากาศที่นี่้จะหนาวเย็นแค่ไหน แต่ผู้บัญชาการสาวคนนี้กลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลย นายทหารคนนั้นคิดในใจ และแอบยิ้มออกมานิดหน่อย ก่อนที่จะโดนนาตาลีเอ็ดว่า แอบยิ้มอะไรด้วยสีหน้านิ่งชา

แล้วทั้งคู่ก็เดินกลับเข้าค่ายไปในที่สุด

หลังจากนั้นก็มีบางครั้งบางคราวที่ตระกุลนักสำรวจขอให้นาตาลีไปช่วยเหลือทั้งออกสำรวจที่แห่งใหม่ หรือจะไปสำรวจดันเจี้ยนที่ยากลำบากขนาดไหน แต่นาตาลีก็มักจะพูดเช่นนี้เสมอๆว่า

“อดีตไม่ได้มีไว้ให้ยึดติด แต่มีไว้กระตุ้นให้เราก้าวหน้าต่างหากล่ะ”

 

และนี่ก็คือสิ่งที่เด็กสาวคนหนึ่งที่ถึงแม้ตัวเองจะรู้สึกมีปมด้อย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ใช้สิ่งนั้นคอยผลักดัน พยายามจนสามารถเติบใหญ่ได้มากกว่าสิ่งที่คนๆหนึ่งจะเป็นได้ ข้ามขีดจำกัดของตนเองซะ อย่าไปยึดติดและขีดกรอบให้แก่ตัวเอง ไม่งั้นคงไม่อาจก้าวหน้าได้ไกลมากไปกว่านี้แน่นอน

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ^^

เรื่องราวผิดถูกอย่างไร โปรดติชมและขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ 🙂

 

  by Lance Divider

Find us on Facebook



Shares
Share This