Character Profile : อเดลิน่า เอสเปอรันซ่า “โจรสลัด ที่ไม่อาจสลัดอดีตได้” by Lance Divider

อเดลิน่า เอสเปอรันซ่า เป็นชื่อสมญานาม ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับราชินีแห่งเวสปาโนล่าแต่อย่างใด แต่สมญานามนี้มีความหมายกับตัวเธอมาก โดยเฉพาะ ตอนที่เธอโด่งดังในทั่วทวีปออร์เปเชียด้วยฝีมือการรบพุ่งในฐานะโจรสลัดนั้นเก่งกาจที่หาคนเทียบเคียงยากเลยทีเดียว

อเดลิน่าในสมัยเด็กนั้นไม่ทราบที่มาแน่ชัด คาดว่า เป็นเด็กสาวเร่ร่อนที่ต้องหาทางรอด ไม่มีคนเลี้ยงดู จึงถูกจับไปขายเป็นทาสรับใช้บนเรือโจรสลัด ถึงแม้การรับใช้โจรสลัดและออกท่องทะเลไปที่ต่างๆมันจะลำบากสำหรับเด็กคนหนึ่งแต่ก็ต้องทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเท่านั้น ถึงแม้จะไร้หนทางเธอก็ยังหวังต่อไป

จนมาวันหนึ่งมีการสู้รบระหว่างโจรสลัดด้วยกันเอง ทำให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และในช่วงที่ตัวเธอเองกำลังจะถูกลูกหลงและโดนสังหาร แต่เด็กน้อยกลับไม่คิดยอมแพ้และเอาชนะผู้ชายตัวโตลงได้ด้วยการหยิบมีดที่ตกอยู่ในครัว ที่โดนแรงระเบิดจนกระเด้นตกลงมาที่ปลายเท้าของเด็กน้อย เธอได้สู้ขัดขืนและเอาชนะมาได้ เมื่อเรื่องต่างๆสงบลง หัวหน้าโจรสลัดผู้นั้นก็เริ่มถูกใจที่เด็กน้อยคนนี้มีความใจสู้ยิ่งนัก จึงรับอุปการะเป็นดั่งบุตรบุญธรรมของโจรสลัดผู้นั้น และตั้งชื่อให้กับเธอว่า

“อเดลิน่า เอสเปอรันซ่า” แปลว่า อเดลิน่าผู้มีความหวัง เพราะเธอนั้นพยายามที่จะรอดชีวิตให้ได้โดยที่ยังมีความหวังว่าจะต้องรอดให้ได้เสมอมานั่นเอง

จนเวลาล่วงเลยผ่านไป โจรสลัดผู้นั้นก็สิ้นชื่อไป เหลือทิ้งไว้แต่เพียงฐานะในการเป็นกัปตันโจรสลัดและเขาก็ได้สั่งเสียให้อเดลิน่าเป็นผู้นำคนต่อไป ของเรือดอส ปาเลส หลังจากนั้นมาเธอจึงคอยออกท่องทะเลไปกับลูกน้องของเธอเรื่อยมา ไม่หวั่นแม้จะต้องพบเจอกับสิ่งใดก็ตามที

ทหารเรือยังหวั่นเกรงเมื่อเจอเธอคนนี้เข้าประจันหน้า ชื่อเสียงของอเดลิน่าเริ่มโด่งดังในเรื่องการสู้รบ คนที่ประจันหน้ากับเธอต้องพ่ายกลับไปจนเป็นที่กล่าวขาน ว่านี่คือโจรสลัด อเดลิน่า แห่งน่านน้ำออร์เปเซีย

ในขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่ที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งที่ริมทะเล ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอเดลิน่า ชายผู้นี้มีชื่อว่า ลอธ รูปร่างสูงใหญ่ แบกกระบองเล่มโตสองเล่มไว้ข้างกาย เข้ามาขอท้าดวลกับอเดลิน่าผู้ซึ่งถูกกล่าวขวานว่ามีฝีมือเก่งฉกาจนัก จนทำให้เขาอยากลองฝีมือจนต้องตามหาและท้าประลองกับเธอจนได้

อเดลิน่าตบปากรับคำ มีคนท้ามาก็ต้องสู้ ทั้งสองคนออกไปสู้กันนอกร้านเหล้า

ซึ่งก็ปะทะกันด้วยเซเบอร์และกระบองยักษ์ ทั้งคู่ฝีมือสูสีกัน ถึงแม้ผ่านไปนานนับชั่วโมงก็ยังไม่อาจจะเอาชนะกันได้เสียที แต่ในที่สุด ชายร่างยักษ์ ลอธ ก็ขอหยุดการต่อสู้ลง และกล่าวสรรเสริญในฝีมือของอเดลิน่าว่าสมคำร่ำลือ และขอติดตามเธอไปในฐานะลูกน้องของเธอนับแต่นั้นเป็นต้นไป

ซึ่งลอธก็ไม่เคยทำให้อเดลิน่าผิดหวัง เขาบุกประจันหน้า เปรียบดั่งมือขวาที่เข้าประจันหน้าแก่ทุกคนตามที่อเดลิน่าบอกเสมอมา ถึงแม้ลอธจะขอเป็นลูกน้องเธอแต่อเดลิน่ากลับคิดว่า ลอธเป็นเหมือนสหายคนหนึ่งของเธอเสียมากกว่า ที่สามารถฝากฝังให้ดูข้างหลังยามเธอสู้รบได้ นี่คือสิ่งที่เธอคิดเสมอมา

จนมาวันหนึ่ง เธอก็ได้พบรักกับชายคนหนึ่ง ชายผู้นั้นไม่รังเกียจที่เธอเป็นโจรสลัด และทำถึงขั้นยอมทิ้งทุกสิ่งของตนมาอยู่เคียงข้างเธอ จนทั้งคู่รักกันและตกลงแต่งงานกันในคราวหลัง ซึ่งนั่นก็ทำให้ริคาร์โด หนึ่งในลูกเรือของเธอ ยินดีให้กับการแต่งงานของทั้งสองคน แม้ในเวลาต่อมาท่ามกลางความยินดีที่เจ้านายสาวของเหล่าลูกเรือมีสามีเป็นฝั่งเป็นฝา ก็มีข่าวว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอยู่

แต่ในเวลานั้นเป็นช่วงที่กำลังจะเกิด สงคราม3ปี แห่งเวสปาโนล่า ทำให้ต้องมาติดพันกับการสู้รบตลอดเวลา และเพราะว่าเธอถูกว่าจ้างให้เข้าร่วมสงครามนี้ด้วยในฐานะทหารรับจ้างที่เคยรับปากไว้แล้วในตอนแรก เธอจึงคอยสู้รบมาตลอด แม้แต่ตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ยังต้องคอยสั่งการอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็ฝ่าฟันมาจนสำเร็จได้เสมอมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรเธอก็จะรอดต่อไปเพื่อลูกของเธอที่กำลังจะเกิดมา

ผ่านไปหลายเดือนต่อมา เธอได้คลอดบุตรออกมา เป็นลูกชาย แต่ก็มีความชุลมุนเกิดขึ้นจนต้องเอาชีวิตรอดและไม่ทันแม้จะตั้งชื่อให้บุตรชายของเธอ เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพียงเพราะว่าเศษเงินไม่กี่สลึง ทำให้ลูกเรือของเธอ 3คน ยอมขายข่าวให้กับศัตรู ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการขายเธอให้ศัตรูเลยไม้แต่น้อย พวกอเดลิน่าถูกรุมล้อมจากทหารเรือ และถูกปืนรุมยิง แต่ชายที่อเดลิน่ารักก็ยอมสละชีวิตเพื่อให้เธอและลูกรอดไปจากที่นี่ให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด สามีและลูกของเธอสิ้นลมหายใจไปพร้อมกัน รวมทั้งลูกเรือคนอื่นๆด้วยเช่นกัน คนที่รอดมีเพียงลอธที่ทะยานเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าระห่ำอยู่บนเรือศัตรูอีกลำ และริคาร์โดที่โชคดีรอดพ้นกระสุนที่ยิงมาเหมือนฝนดาวตกก็มิปาน ท่ามกลางไฟที่ใหม้อยู่บนเรือโจรสลัดที่สิ้นสภาพและกำลังจะจมลง ที่ปอร์โตเบลโล สุสานเรือร้าง ริคาร์โดรีบพาอเดลิน่าหนีลงเรือเล็กและรอดพ้นเงื้อมมือทหารเรือมาจนได้

ริคาร์โดพาร่างไร้วิญญาณของสามีและลูกของอเดลิน่ามาด้วย จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง เพื่อมาทำสุสานให้อย่างเงียบๆ

อเดลิน่าเศร้าโศกจนแทบเสียสติ จนเธอสาบานเอาไว้ว่าจะต้องหาตัวการที่ทำให้เธอต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดทั้งสองคนให้ และจะชำระแค้นนี้ให้ได้แน่นอน ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม

 

สามปีผ่านไปให้หลัง ท่าเรือโคอิมบราเกิดขึ้นด้วยเงินทุนของเวสปาโนลา เพื่อเอาไว้ให้ติดต่อการค้ากับประเทศต่างๆและเพื่อเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ใหม่ๆได้สะดวกขึ้น

 

ตอนนี้อเดลินาทิ้งคราบความเป็นโจรสลัดลงไปจนหมด และหันมาทำอาชีพที่สุจริตแทน โดยการเป็นแม่ค้าขายอาวุธอยู่ที่โคอิมบรานั่นเอง โดยหลังจากสามปีที่ผ่านมา เธอคาดผ้าปิดตามาโดยตลอดเลย

 (แม่ค้าขายอาวุธแห่งโคอิมบรา แต่ทว่ามีบางคนให้ชื่อเล่นว่า แม่ค้าขายแตงโม…)

 

อเดลิน่าก็ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่เรื่อยมา แต่ไฟแค้นก็ยังไม่หมดสิ้นไป จนกระทั่งตระกูลนักสำรวจหน้าใหม่เดินทางมาถึงท่าเรือโคอิมบรา เธอจึงนึกอยากที่จะสุสานให้แก่เพื่อนพ้องที่เคยเสียชีวิตไปในสงครามเมื่อสามปีก่อน จึงได้ขอให้ตระกูลนักสำรวจช่วยเหลือโดยการเก็บรวบรวมกระดูกของลูกเรือมาให้เธอ ซึ่งตระกุลนักสำรวจถึงแม้จะไม่ทราบอะไรแน่มากแต่ก็ตกปากรับคำ และก็นำกลับมาให้ตามคำขอ (โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่า เรือร้างที่ปอร์โตเบลโล คือเรือดอส ปาเลสของอเดลิน่าในสมัยที่เธอยังเป็นโจรสลัดอยู่นั่นเอง) เมื่อเธอได้สิ่งตามที่้เธอขอ อเดลิน่าจึงขอบคุณและเข้าร่วมกับตระกูลนักสำรวจเป็นการขอบคุณ และเพื่อหวังที่จะติดตามไปและสืบหาคนที่มันทำให้สามีและลูกของเธอเสียชีวิตให้จงได้

 

แต่เวลาแห่งการล้างแค้นก็มาถึงในเวลาอันสั้น หลังจากที่อเดลิน่าวานให้ตระกูลนักสำรวจช่วยเหลือในการนำเถ้ากระดูกไปโปรยที่สุสานตรงหน้าผาให้ เธอก็ไปถามข่าวคราวกับริคาร์โด ซึ่งตอนนี้เป็นกัปต้นเรือโดยสารของโคอิมบรา จนได้ความว่า ต้นเหตุที่ทำให้สามีและลูกเธอจากไป เป็นเพราะอดีตลูกเรือสามคน มีนามว่า เบนิโต กิลเลอร์โม และ บาร์ดี้ เธอจึงถามที่อยู่ของสามคนนั้นทันที

 

เธอได้ทราบถึงที่อยู่ของบาร์ดี้จา่กริคาร์โด ถึงแม้ริคาร์โดจะพยายามห้ามปรามว่าไม่ควร และด้วยตัวริคาร์โดเองก็ยังมีใจให้แก่อเดลิน่าอยู่ด้วย แต่ก็อาจห้ามอเดลิน่าได้ เธอคาดคั้นจนได้ที่อยู่ของบาร์ดี้แล้วได้มุ่งหน้าไปหาตัวการคนแรกทันที

 

อเดลิน่าเดินมาหาบาร์ดี้อย่างเงียบเชียบ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว แต่เมื่อบาร์ดี้ได้พบอเดลิน่าเข้า จึงตกใจมากและถามถึงอเดลิน่าว่าสบายดีไหม ซึ่งนางก็ตอบไปว่าสบายดี แต่ตอนนี้มีธุระที่จะมาฆ่าเจ้า พอได้ยินดังนั้นจึงตกใจและขอร้องให้อเดลิน่าปล่อยตนไป เพราะเขามีลูกมีภรรยาแล้ว ยังไม่อาจตายได้ตอนนี้ ซึ่งอเดลิน่าก็ยังยืนกรานปฏิเสธ จนบาร์ดี้ต้องเข้าต่อสู้กับอเดลิน่า และถูกสังหารไปในที่สุด

 

สิ้นเสียงลมหายใจสุดท้ายของบาร์ดี้ ลูกชายของเขาก็เดินออกมาหวังที่จะเรียกพ่อของเขาไปทานข้าวกับแม่ของเขา แต่ก็ต้องพบกับร่างอันสิ้นลมหายใจอยู่เบื้องหน้า เด็กชายคนนั้นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า อเดลิน่าก็พึ่งสังเกตุเห็น แต่กลับพูดออกไปว่า

 

 “พ่อของเจ้าตายเพราะข้า ข้าคืออเดลิน่า แม่ค้าขายอาวุธอยู่ที่แห่งนี้ ไม่มีวันหลบหนีหรือซ่อน เมื่อครั้นเจ้าเติบใหญ่เมื่อไร จงมาแก้แค้นข้าได้ทุกเมื่้อ ข้ายินดีที่จะรับประสงค์เจ้าทุกเวลา”

 

พอเธอพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้เด็กชายเศร้าโศกเสียใจจากการจากไปของพ่อ แต่เด็กชายผู้นั้นไม่อาจล่วงรู้เลยว่า หลังจากนั้นเขาคิดที่จะล้างแค้นให้แก่บิดาของตนอย่างแรงกล้าอยู่ภายในใจลึกๆ

 

อเดลิน่ากลับไปสอบถามเบาะแสกับริคาร์โด และก็ได้ความมาว่าให้ไปที่ เมืองรีบอร์โดซ์

 

เมื่อมาถึงเธอก็พบว่าเบนิโต ทำงานเป็นทหารยามของรีบอร์โดซ์ หน้าประตูเกียรติยศแห่งนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หลบหนีเดินเข้าไปหาเบนิโตโดยตรงและประสงค์ที่จะล้างแค้น เบนิโตพยายามสู้เอาชีวิดรอดแต่ก็ไม่สำเร็จ อเดลิน่าล้างแค้นอย่างสาสม เหลืออีกเพียงคนเดียวเท่านั้น…

 

ริคาร์โดแจ้งข่าวมาว่าเขาพบเรือที่กิลเลอร์โมอยู่ และอาสาจะพาไปหา จึงได้รีบเดินทางไปหาบุคคลคนสุดท้าย อเดลิน่าไม่รอช้า ท้าสู้กับกิลเลอร์โม และสังหารสิ้นใจในเพลงดาบเดียว ด้วยความแค้น

 

หลังจากนั้น อเดลิน่าขอตัวกลับมายังโคอิมบราและมุ่งหน้าไปยังสุสานที่สะพานโคอิมบราทันที เธออยากจะบอกว่าเธอนั้นล้างแค้นให้สำเร็จแล้ว

 

 

หลายวันผ่านไป การล้างแค้นของเธอเสร็จสิ้นไป แต่ในใจของเธอก็ไร้ความสงบอยู่ดี เธอยังนึกถึงเรื่องที่บาร์ดี้มีลูกชาย และคิดว่าสักวัน เด็กคนนั้นคงมาล้างแค้นตนเองเป็นแน่แท้ แต่ก็ตั้งตารอวันนั้นที่จะมาถึงในสักวัน พอเธอคิดเช่นนั้นจบ ก็มีเสียงกระดิ่งประตูดังขึ้น เธอหันไปมองตามเสียง และก็พบว่าเป็นชายที่อเดลิน่ารู้จัก และเป็นคนที่เธอไม่ได้พบเจอกันอีกเลยตั้งแต่สามปีก่อน ในสงคราม3ปี

(มาอย่างเท่ แต่มายืนกอดอกหน้าคาเฟ่เนี่ยนะเฮียลอธ)

 ลอธมาถึงก็ทักทายอเดลิน่า และก็สังเกตุถึงความเศร้าหมองที่อยู่บนใบหน้า ไม่ใช่ในฐานะผู้ติดตามเก่า แต่อยู่ในฐานะของสหายร่วมรบที่รว่มเป็นร่วมตายมา อเดลิน่าจึงเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด

เมื่อลอธทราบ ก็ไม่พูดอะไร ก็ชวนอเดลิน่าไปชนแก้วในบาร์แห่งหนึ่งแทน ลอธเองก็ไม่อยากให้อเดลิน่าต้องยึดติดกับอดีตจนมากไป อยากให้คิดถึงสิ่งใหม่ๆในอนาคตและปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

 

หนึ่งวันผ่านไป ลอธเองก็ได้แต่บอกว่าตัวเขาพูดอะไรไม่เก่ง ถนัดแต่การสู้รบปรบมือ แต่ในตอนนี้ ตัวเขาเองก็ได้เข้าร่วมตระกูลนักสำรวจด้วยแล้ว ดังนั้น จึงอยากชวนอเดลิน่าไปลุยด้วยกันเหมือนแต่ก่อน ทิ้งสิ่งเก่าๆไปให้หมด

 

“สิ่งที่ทำพลาดไปแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ยังไงในเมื่อมีชีวิตอยู่ต่อ ก็ต้องเดินหน้าไปต่อ ยังไงก็ตาม ตอนนี้ ไปลุยกันเถอะ ถ้าเครียดก็ไประบายออกด้วยการต่อสู้ที่เราถนัดที่สุดเถอะ สหายของข้า”

 

  พลันพูดจบ ตระกูลนักสำรวจก็มาถึงและกำลังจะชวนให้อเดลิน่าไปสำรวจที่แห่งใหม่ด้วยกัน ซึ่งลอธขอออกหน้าขอตามไปด้วย ตระกูลนักสำรวจก็เข้าใจและปล่อยให้ทั้งสองคนนำหน้าบุกสำรวจ

 

“มัวคิดที่แก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดไป มันก็ไร้ค่า ต้องฟันฝ่าอุปสรรคใหม่ๆโดยไม่ให้พลาดพลั้งอีกดีที่สุด”

 

ลอธวิ่งเข้าใส่ฝูงมอนสเตอร์ที่ขวางทางอย่างฮึกเหิม จนอเดลิน่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ถึงสหายที่บ้าเลือดอย่างหนักคนนี้ แต่เธอเองก็รู้สึกดีขึ้น ใช่ มันแก้ไขไม่ได้แล้ว การล้างแค้นไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เธอทำผิดพลาดไป แต่ก็ทำสิ่งใด หรือเรียกชีวิตกลับมาไม่ได้แล้ว ทำได้ก็เพียงแต่ กำดาบอย่างแน่วแน่ ขาก้าวออกไป ออกแรงวิ่ง กางแขนออก ตะโกนออกไปให้สุดเสียง เคียงข้างสหาย

 

จงใช้มือนี้ฟันฝ่า ขาก้าวเดิน ถ้ายังคงหายใจ จะถูกหรือผิดต้องคิดเดินต่อไป อย่าได้หยุดสักก้าว

  

แม้บางทีการแก้แค้นไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ควรให้อภัยกับสิ่งที่เกิด แล้วทุกท่านละ? ถึงแม้เพือนจะทำอะไรพลาดพลั้งไปเราก็ควรให้อภัยเขา อย่าไปโกรธแค้นอะไรกันเลย ยังไงก็ตาม ควรให้อภัยกับคนมากกว่าจะไปคิดแค้นคนนะ ถ้าทำเช่นนั้นได้ ท่านคือคนที่ดีเลิศคนหนึ่งเลยละ

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ (  ‘w‘)/

เรื่องราวผิดถูกประการใด กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ :V

 

by Lance Divider

Find us on Facebook

Shares
Share This